ถ้าต้องขอ PEP หลังใช้สาร เพราะเพิ่งเสี่ยงเอชไอวี เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย สิ่งแรกคือไปสถานพยาบาลเพื่อขอประเมินรับ PEP (ยาต้านไวรัสที่กินหลังสัมผัสเชื้อเพื่อป้องกันเอชไอวี) แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้เริ่มโดยเร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ภายใน 1–2 ชั่วโมง และช้าที่สุดไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ เพราะแนวทางให้พิจารณาเป็นราย ๆ ไป
เรื่องกฎหมาย พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 วางหลักว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ห้ามเปิดเผยในทางที่น่าจะทำให้เจ้าตัวเสียหาย เว้นแต่เจ้าตัวประสงค์ หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ผู้เขียนบอกแทนเจ้าหน้าที่หรือตำรวจไม่ได้ว่าจะทำอะไร แต่คุณถามสถานพยาบาลได้ว่าข้อมูลเรื่องสารจะถูกบันทึกอย่างไร
ถ้าตอนนี้มีอาการผิดปกติรุนแรงหลังใช้สาร ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หรือให้คนที่อยู่ด้วยพาไป สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติระบุว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินโทร 1669 (เปิดอ่าน 15 ตุลาคม 2569)
ขอ PEP หลังใช้สารก่อน เรื่องกฎหมายค่อยถามที่สถานพยาบาล
กรมควบคุมโรคเขียนว่า PEP เหมาะกับหลายกรณี เช่น ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อาจมีเชื้อเอชไอวี ส่วนจะได้ยาหรือไม่ แพทย์เป็นผู้ประเมินจากชนิดของการสัมผัสตามแนวทางไทย ไม่ใช่ให้ผู้อ่านตัดสินเองว่าไม่ต้องไป
ผู้เขียนเห็นว่าความกลัวเรื่องคดีไม่ควรทำให้กรอบเวลาของยาหลุดไป ให้ออกเดินทางโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส ถ้าเลยแล้วก็ยังไปพบแพทย์ ซึ่งมีรายละเอียดใน เลย 72 ชั่วโมงแล้ว ยังทำอะไรได้บ้างหลังเสี่ยงเอชไอวี ส่วนถ้าไปแล้วถูกถามจนอึดอัด อ่านต่อได้ที่ ขอ PEP แล้วถูกปฏิเสธหรือถูกถามจนอึดอัด ทำอย่างไรต่อ
เมื่อได้ยาแล้ว แนวทางเอชไอวีของไทยเขียนว่าต้องกินจนครบ 4 สัปดาห์ และควรอยู่ภายใต้การติดตามดูแลของแพทย์ แพทย์เป็นผู้เลือกยา ให้กินจนครบ อย่าซื้อยากินเอง และอย่าใช้ยาของคนอื่นแทน
กฎหมายไทยเขียนเรื่องความลับของข้อมูลสุขภาพไว้อย่างไร
ข้อความเรื่องนี้ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเผยแพร่ไว้ และแนวทางการตรวจเอชไอวีของไทยปี 2568 ยกไว้ในบทกฎหมาย เขียนว่าข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ห้ามนำไปเปิดเผยในทางที่น่าจะทำให้เจ้าตัวเสียหาย เว้นแต่เป็นความประสงค์ของเจ้าตัวโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย

คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2558 ซึ่งแพทยสภา สภาวิชาชีพอื่น และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะร่วมกันออก เขียนว่าผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง เว้นแต่ผู้ป่วยยินยอม หรือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อประโยชน์โดยตรงของผู้ป่วย หรือตามกฎหมาย
ทั้งสองฉบับมีข้อยกเว้นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้เขียนไม่ได้ไล่ตรวจกฎหมายทุกฉบับ จึงยืนยันไม่ได้ว่าไม่มีกรณีใดที่ต้องเปิดเผย ให้ถามสถานพยาบาลตรง ๆ ว่ามีขั้นตอนเรื่องความลับอย่างไร
ก่อนเล่าเรื่องสาร ถามเรื่องความลับกับสถานพยาบาลได้แค่ไหน
คำประกาศสิทธิฉบับเดียวกันมีข้อพึงปฏิบัติให้ผู้ป่วยสอบถามข้อมูลและความเสี่ยงให้เข้าใจก่อนลงนามยินยอมหรือไม่ยินยอมรับการตรวจหรือการรักษา ผู้เขียนแนะนำให้ถามเรื่องการบันทึกข้อมูลก่อนเล่ารายละเอียดหรือลงนามในเอกสาร คำถามที่ผู้เขียนเรียบเรียงเป็นตัวอย่าง เช่น
- "ข้อมูลเรื่องสารที่ใช้จะบันทึกไว้ในเวชระเบียนไหม ใครเปิดดูได้บ้าง"
- "ต้องบอกรายละเอียดแค่ไหนจึงจะประเมินยาได้"
ข้อพึงปฏิบัติอีกข้อในคำประกาศเดียวกันเขียนว่า การปกปิดข้อมูลด้านสุขภาพต่อผู้ประกอบวิชาชีพอาจส่งผลเสียต่อการรักษา และการประเมิน PEP ตามแนวทางไทยดูจากชนิดของการสัมผัส ผู้เขียนแนะนำให้บอกอย่างน้อยว่าเหตุที่เสี่ยงคืออะไร เกิดเมื่อไร และบอกแพทย์ด้วยว่าใช้สารมา เพราะแนวทางเอชไอวีมีตารางในหัวข้อการดูแลผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ใช้สาร ซึ่งบอกว่ายาต้านเอชไอวีบางกลุ่มอาจทำให้ระดับสารบางชนิดสูงขึ้นจนเกิดอันตราย และยากลุ่มนี้บางตัวอยู่ในสูตรทางเลือกของ PEP แพทย์เป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้ยาตัวใด
เรื่องกฎหมายถามใครได้อีก ภาคผนวกการลดอันตรายเขียนไว้อย่างไร
ภาคผนวกเรื่องการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดในแนวทางเอชไอวีของไทย มีตารางตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดจากการใช้สาร และในด้านกฎหมายยกตัวอย่างไว้ เช่น ถูกบังคับตรวจปัสสาวะ ถูกจับหรือดำเนินคดี ตัวอย่างชุดบริการในภาคผนวกเดียวกันมีข้อมูลเรื่องกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับผู้ใช้สารรวมอยู่ด้วย
ภาคผนวกนี้ยังเขียนว่าบริการลดอันตรายต้องตั้งอยู่บนการยอมรับและเคารพศักดิ์ศรี ให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าไม่ถูกรังเกียจและไม่ถูกตัดสิน ช่องทางที่ยกเป็นตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาลของรัฐ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด ศูนย์บริการลดอันตราย และคลินิกเคลื่อนที่ ผู้เขียนแนะนำให้ขอข้อมูลเรื่องกฎหมายและนโยบายจากบริการลดอันตรายหลังได้ยาแล้ว ไม่ใช่ก่อนไปขอ PEP
อ่านเรื่อง PEP เพิ่มเติมได้ที่ PEP: การป้องกัน HIV แบบฉุกเฉินหลังเหตุที่กังวล
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลเรื่องสารที่ใช้ จะถูกส่งต่อไปถึงตำรวจหรือเปล่า
ผู้เขียนตอบแทนใครไม่ได้ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ห้ามเปิดเผยข้อมูลสุขภาพในทางที่น่าจะทำให้เจ้าตัวเสียหาย เว้นแต่เจ้าตัวประสงค์หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ผู้เขียนแนะนำให้ไปขอ PEP โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมงตามแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ถ้าเลยแล้วก็ยังไปพบแพทย์ และถามเรื่องการบันทึกข้อมูลที่นั่น

ยังมึนจากสารอยู่ ควรรอให้หายก่อนค่อยไปไหม
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้เริ่ม PEP โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และถ้าเลยแล้วก็ยังให้แพทย์พิจารณาเป็นราย ๆ ไป ผู้เขียนแนะนำให้ไปทันทีที่เดินทางได้อย่างปลอดภัย และถ้ามีอาการรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด หรือโทร 1669 เบอร์เจ็บป่วยฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
ต้องบอกชื่อสารที่ใช้ไหม
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 มีตารางในหัวข้อการดูแลผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ใช้สาร ซึ่งบอกว่ายาต้านเอชไอวีบางกลุ่มอาจทำให้ระดับสารบางชนิดสูงขึ้นจนเกิดอันตราย และยากลุ่มนี้บางตัวอยู่ในสูตรทางเลือกของ PEP ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์เท่าที่บอกได้ แพทย์เป็นผู้เลือกยา
อยากรู้ว่าสถานพยาบาลบันทึกอะไรไว้ ขอดูได้ไหม
คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วยปี 2558 เขียนว่าผู้ป่วยมีสิทธิทราบข้อมูลการรักษาของตนที่อยู่ในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอนของสถานพยาบาล โดยข้อมูลนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ให้ถามขั้นตอนที่สถานพยาบาลนั้น
ยังไม่อยากเลิกใช้สาร จะได้รับบริการไหม
ภาคผนวกเรื่องการลดอันตรายในแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าบริการลดอันตรายทำได้โดยไม่ต้องรอให้เลิกใช้สาร และคำประกาศสิทธิผู้ป่วยปี 2558 เขียนว่าผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ส่วนเรื่อง PEP แพทย์เป็นผู้ประเมินจากชนิดของการสัมผัส
สรุป
ถ้าเพิ่งเสี่ยงเอชไอวีหลังใช้สาร ให้ไปขอประเมินรับ PEP โดยเร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ภายใน 1–2 ชั่วโมง และไม่เกิน 72 ชั่วโมงตามแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการผิดปกติรุนแรงจากสาร ผู้เขียนแนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที หรือโทร 1669
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ถือว่าข้อมูลสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล มีข้อยกเว้นเมื่อเจ้าตัวประสงค์หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ผู้เขียนแนะนำให้ถามเรื่องการบันทึกข้อมูลที่สถานพยาบาล และบอกแพทย์เรื่องสารที่ใช้เท่าที่จำเป็นต่อการเลือกยา
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กรมควบคุมโรค (ไฟล์บนเว็บ neoscreen.go.th)
- สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หน้าบทบัญญัติเรื่องความลับของข้อมูลสุขภาพ ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
- คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย (12 สิงหาคม 2558) บนเว็บงานเวชระเบียน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- HIV INFO HUB กรมควบคุมโรค หน้าการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
- สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หน้าแรก


